บทความ


กู้ผิวพังหลังสงกรานต์

          ผ่านไปแล้วกับเทศกาลสงกรานต์ เชื่อว่าหลายคนคงได้ออกไปสนุกสนาน เล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างมีความสุข แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีผิวก็เสียหายไปหลายจุดแล้ว ไม่ว่าจะผิวคล้ำไหม้แดด ผิวแสบแดง งานนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องฟื้นฟูดูแลผิวหลังเล่นน้ำสงกรานต์ให้กลับมาสวยกระจ่างใสกันแล้ว

 

          ‘น้ำมันมะพร้าว’ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่คอยปกป้องบำรุงผิวกายและผิวหน้าของเรา เมื่อผิวของเราได้รับแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดที่แรงมากขึ้นทุกๆ ปีในบ้านเรา ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้นและบางคนอาจเกิดปัญหาฝ้า กระ ตามมาได้ ยิ่งถ้าได้รับแสงแดดจัดมากๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการแดงหรืออาการถูกแดดเผาได้ ซึ่งน้ำมันมะพร้าวสามารถทาแก้ผิวไหม้แดดและอาการแสบร้อนให้บรรเทาลงได้ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น รักษาอาการผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงกลับมามีชีวิตชีวา จึงช่วยให้ผิวนวลเนียน อีกทั้งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

 

          น้ำมันมะพร้าวคือสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ เพียงนำสำลีชุบน้ำอุ่นแล้วบีบน้ำออก หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยดลงบนสำลีทาให้ทั่วใบหน้า สามารถทิ้งไว้ได้เลยโดยไม่ต้องล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน รู้สึกว่าผิวหน้าละเอียดขึ้น หน้าเนียนขึ้น รอยด่างดำจากสิวจางลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ ใช้ทาหน้าบางๆ ก่อนนอนแทนครีมบำรุงผิว แนะนำว่าต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพราะน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านความร้อนจะทำให้วิตามินอีสลายไป ไม่เหมือนการสกัดเย็นที่ยังได้คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวครบถ้วน

 

          การนำน้ำมันมะพร้าวทาผิวร่างกาย และใบหน้ามักมีอาการคันยิบๆ ในช่วงแรก เพราะผิวแห้งมาก แต่หลังจากใช้ไปสักระยะผิวจะเริ่มมีความชุ่มชื้นขึ้นจะไม่คันเหมือนช่วงแรก ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความชื้นภายนอกเข้าสู่ผิว มักจะทำให้ผิวคันยิบๆ ในช่วงแรก หากภายในชุ่มชื้นและภายนอกชุ่มชื้นก็จะสมดุล รักษาน้ำหล่อเลี้ยงไว้ใต้ผิวได้ดีขึ้น

ใครที่ผิวไหม้แดด หรือผิวคล้ำจากโดนแดดช่วงเล่นน้ำสงกรานต์ ลองนำวิธีที่เราแนะนำไปใช้ดูนะคะ ผิวจะได้แข็งแรง สวยกระจ่างใสแบบเดิม

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก 

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cosmeticsherbs

“ข้าวแช่” อาหารคลายร้อนครบ 5 หมู่ ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุ

          เมื่อถึงหน้าร้อนอันแสนระอุแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอประเพณีสงกรานต์ เทศกาลสาดน้ำคลายร้อนกันอยู่แน่ๆ แต่รู้ไหมคะว่ามีอาหารอาหารมงคลช่วงสงกรานต์อย่าง “ข้าวแช่” ซึ่งเป็นอาหารคลายร้อนตำรับโบราณที่กินแล้วชื่นใจ แถมยังถูกใจผู้สูงอายุอีกด้วย

 

          ข้าวแช่ เป็นเมนูอาหารคู่ประเพณีสงกรานต์ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ และนิยมบริโภคกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการสืบสานวัฒนธรรมในช่วงวันปีใหม่ไทย เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวสมาชิกในครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และร่วมกันทำอาหารเพื่อรับประทานด้วยกัน นับเป็นประเพณีที่อบอุ่นและปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานในช่วงสงกรานต์

 

          ความอร่อยของข้าวแช่นอกจากความเย็น หวาน หอม ดับร้อนแล้ว เครื่องเคียงก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มความอร่อยให้กับข้าวแช่ ซึ่งเครื่องเคียงที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยก็คือ “ลูกกะปิทอด” ซึ่งลูกกะปิทอดที่ดีจะต้องมีรสชาติที่เข้มข้น หอมกลิ่นสมุนไพรไทย รวมถึงมีความกรอบกำลังดี ส่วนเครื่องเคียงอื่นๆ จะแตกต่างกันไปตามที่ละที่ แต่หลักๆ ก็จะมี “หมูฝอย” “ไชโป๊วผัดไข่” “หอมแดงยัดไส้ปลาแดดเดียวชุบแป้งทอด” “ไก่บดผสมปลาอินทรีย์เค็มนึ่ง” และ “พริกหยวกยัดไส้ไก่ห่อหลุ่ม” นอกจากของคาวเหล่านี้แล้วก็จะมีผักเครื่องเคียงไว้ทานคู่กันอีกด้วย เช่น มะม่วงดิบ แครอท แตงกวา ดอกกระชาย ต้นหอม พริกชี้ฟ้า ผักปลัง และมันแกว เป็นต้น ซึ่งจะนิยมแกะสลักและจัดมาอย่างสวยงาม สมกับเป็นอาหารชาววัง

 

          ในการทอดลูกกะปิทอดนั้นขอแนะนำให้ใช้ ‘น้ำมันมะพร้าว’ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุและคนในครอบครัว เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มสูง โดยเป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดกลาง มีคุณสมบัติพิเศษสามารถย่อย ดูดซึม และนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว การใช้น้ำมันมะพร้าวประกอบเหมาะที่จะใช้ในการผัด และทอดกรอบ เพราะให้ความร้อนสูง ทอดอาหารแล้วกรอบได้นาน และไม่อมน้ำมัน นอกจากนี้ไม่ทำให้ระดับไขมันตัวร้าย (LDL)ที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ และไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มระดับไขมันตัวดี (HDL) ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวอีกด้วย

 

          จะเห็นได้ว่าข้าวแช่ เป็นอาหารคลายร้อน เหมาะกับช่วงหน้าร้อน เพราะข้าวแช่เป็นอาหารที่มีองค์ประกอบ คือ "น้ำ" ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายและคลายร้อนได้ ทำให้อาหารย่อยง่ายขึ้น และยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ดูได้จากเครื่องเคียงต่างๆ ที่ครบ 5 หมู่ หากใครมีโอกาสอย่าลืมลองทำ หรือไปหาทานกันดู กันนะคะว่า "ข้าวแช่" อร่อยและเหมาะกับหน้าร้อนมากแค่ไหน

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Cooking Oil By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaipost

9 เครื่องปรุงที่ คนกินคลีน ควรมีติดบ้าน

          ช่วงนี้หลายคนนิยมหันมารับประทานอาหารคลีนกันมากขึ้น เพื่อดูแลรูปร่าง ลดน้ำหนัก หรือเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่หลายๆ คนก็ยังไม่ค่อยชินกับรสชาติของอาหารคลีน เนื่องจากต้องลดความมันและรสชาติของอาหารลง เพื่อให้ผ่านการปรุงรสให้น้อยที่สุด ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยถ้าสามารถปรับรสชาติให้ถูกปาก แต่ยังดีต่อสุขภาพเหมือนเดิม วันนี้เรามี 9 เครื่องปรุงที่คนกินคลีนควรมีติดบ้าน มาฝากกันค่ะ

 

1. แอปเปิ้ลไซเดอร์

          แอปเปิ้ลไซเดอร์ (Apple Cider Vinegar) คือ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล มีรสเปรี้ยว สามารถใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น ทำน้ำสลัด น้ำจิ้มหรือซอส ซอสหมัก หรือผสมเป็นเครื่องดื่ม เป็นตัวช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารคลีนได้เป็นอย่างดี และยังช่วยกระตุ้นการรับรสอื่นๆ ของเราให้ดีขึ้นอีกด้วย

          นอกจากความเปรี้ยวแล้ว แอปเปิ้ลไซเดอร์ มีธาตุโพแทสเซียมสูง และประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการย่อยอาหาร ลดการเสียดท้อง ช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย

2. น้ำมันมะพร้าว

          ไอเท็มสารพัดประโยชน์ กินก็ได้ บำรุงผิวก็ดี โดยน้ำมันมะพร้าวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหารทั้งคาวหวานได้เป็นอย่างดี น้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดกลาง จึงสามารถย่อย ดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว และยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักในทางอ้อม เพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยลดความอยากอาหาร รวมถึงยังช่วยขับพิษของเสียออกจากร่างกายได้ ดังนั้นการปรุงอาหารด้วยน้ำมันมะพร้าวปริมาณพอเหมาะดีต่อร่างกายแน่นอน

3. เกลือทะเล

         เกลือป่นทั่วไปผ่านการกัดสีและปรุงแต่งมามาก แตกต่างจากเกลือธรรมชาติอย่างเกลือทะเล คุณสมบัติพิเศษของเกลือชนิดนี้ คือ มีการเก็บกักเอนไซม์จากธรรมชาติและแร่ธาตุที่จะทำให้อาหารที่รับประทานมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ในเกลือทะเลมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบหลักประมาณร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกด้วย เช่น โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม คนทานคลีนจึงนิยมใส่เกลือแทนเครื่องปรุงรสชาติเค็มอื่นๆ ควรระวังไม่ให้รับเกลือมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติและเป็นสาเหตุให้ตัวบวมได้

4. ซอสถั่วเหลือง

          ซอสถั่วเหลืองหรือซีอิ๊ว สามารถใส่ในอาหารคลีนเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารได้ แต่ทางที่ดีควรเลือกแบบ Gluten-free หรือสูตรลดโซเดียม เพื่อสุขภาพที่ดี รวมถึงใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด เนื่องจากการรับประทานอาหารรสเค็มมากๆ จะทำให้ร่างกายบวมน้ำ หิวน้ำบ่อย และทำให้ไตทำงานหนัก

5. น้ำปลา

          เช่นเดียวกับซอสถั่วเหลือง น้ำปลาก็เป็นอีกเครื่องปรุงหนึ่งที่สามารถใส่ในอาหารคลีนได้เช่นกัน โดยตอนนี้มีน้ำปลาแบบลดโซเดียมออกมาจำหน่ายกันแล้ว ดังนั้นหากใครที่ต้องการกินคลีนก็ควรเลือกใช้น้ำปลาแบบลดโซเดียมในการปรุงอาหารแทน

6. ซอสปรุงรส โซเดียมต่ำ

          ซอสปรุงรสหรือน้ำจิ้มชนิดต่างๆ ที่มาในรูปแบบของการ ลดโซเดียมซึ่งปกตินั้นซอสปรุงรสชนิดต่างๆ จะมีเกลือโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งถ้ารับประทานเข้าไปเป็นจำนวนมาก จะทำให้ร่างกายรับโซเดียมมากเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และอาจทำให้เกิดอาการบวม ดังนั้น ซอสปรุงรสแบบโซเดียมต่ำ จึงเหมาะกับการนำมาปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ และช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมให้ลดลง ดังนั้น การใช้ซอสปรุงรสชนิดโซเดียมต่ำ จึงเป็นทางเลือกในการทำอาหารเพื่อสุขภาพ

7. ผงขมิ้น

          ขมิ้นหาได้ง่ายมากในบ้านเรา มีประโยชน์หลายด้าน นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น ข้าวหมกไก่ แกง ต้ม ผัด สารพัดที่จะนำมาประยุกต์ให้เอร็ดอร่อยด้วยสมุนไพรชนิดนี้ นอกจากมีกลิ่นหอม และรสชาติที่ดีแล้ว ผงขมิ้นยังช่วยเพิ่มสีสันให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น ทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อาทิ  วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เกลือแร่ต่างๆ รวมถึงมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย

8. พริกไทย

          สำหรับอาหารคลีนแล้ว พริกไทยจะใช้ในการโรยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม ให้อาหารมีรสชาติและน่ารับประทานมากขึ้น โดยในพริกไทยจะมีส่วนประกอบของสารไพเพอร์รีน มีความโดดเด่นในการต่อต้านความอ้วน ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง เข้าไปกระตุ้นการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นเครื่องปรุงอีกหนึ่งชนิดที่ต้องมีติดครัวไว้

9. สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

          สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีในปัจจุบัน ค่อนข้างมีหลากหลาย นิยมมากในหมู่ผู้รักสุขภาพควบคุมน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็น ซูคราโลส เป็นสารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงาน ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ 600 เท่า หรือที่นิยมอีกอย่างคือ หญ้าหวาน ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 250-300 เท่า และให้พลังงานน้อย ใครที่จะทำอาหารคลีนควรหันมาเลือกใช้สารให้ความหวานปรุงรสแทนน้ำตาลทราย เพราะใส่เพียงนิดเดียวก็หวานกว่าแล้ว แถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย

ใครก็ตามที่อยากกินคลีนแต่ดันตัดใจทิ้งความอร่อยไม่ได้ ก็อย่าลืมหาเครื่องปรุงคลีนๆ 9 อย่างที่เราได้บอกไป มาช่วยเติมเต็มความอร่อยให้ดีต่อร่างกาย มาไว้ติดครัวกันนะคะ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Cooking Oil By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก organicbook

รู้ยัง? น้ำมันมะพร้าวช่วยกันแดดได้

          “น้ำมันมะพร้าว” ผู้ช่วยผิวสวยจากธรรมชาติที่สาว ๆ รู้จักกันดีและมีราคาถูก สามารถใช้ดูแลปรนนิบัติผิวได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และยังสามารถช่วยกันแดดได้ดีอีกด้วย เหมาะกับช่วงเมษาบ้านเราอย่างมากเลยค่ะ ในคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวนั้น จะมีสารกันแดดอ่อน ๆ เป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งจะสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ถึง SPF 25 นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาอาการอักเสบและอาการไหม้เกรียมของผิวหนังที่ถูกแดดเผาเป็นเวลานาน ๆ ได้อีกด้วย

         

          สำหรับวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อป้องกันแสงแดดนั้นก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวเพียงเล็กน้อยมาชโลมผิวให้ทั่วผิว ปล่อยทิ้งไว้จนน้ำมันซึมเข้าสู่ผิวหนังแล้วค่อยออกจากบ้าน หรือถ้าใช้กับผิวหน้า ก่อนออกแดดให้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาเพียงเล็กน้อยก่อนแต่งหน้าและนวดคลึงไม่ให้เห็นความมันลอยออกมาแล้วจึงแต่งหน้าตามปกติ ข้อระวังคือ ไม่ควรใช้เยอะเกินไป เพราะจะทำให้หน้ามันเยิ้ม เพียงแค่นี้น้ำมันมะพร้าวก็จะทำหน้าที่ปกป้องผิวจากแสงแดดให้กับคุณได้แล้วล่ะค่ะ ที่สำคัญจะไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดทั่ว ๆ ไปอีกด้วย

 

          นอกจากจะทำหน้าที่กันแดดแล้ว สำหรับใครที่มีอาการผิวไหม้จากแดด เนื่องจากผิวหนังโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ น้ำมันมะพร้าวก็ช่วยรักษาได้เช่นกันค่ะ เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวมาทาบริเวณผิวหนังที่ไหม้จากแดด เพียงไม่กี่ชั่วโมงอาการแดงและปวดแสบปวดร้อนก็จะหายไปได้เอง

 

          เห็นไหมคะว่า นอกจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยป้องกันแดดได้ดีแล้ว ยังจะสามารถใช้รักษาอาการผิวไหม้จากแดดได้อีกด้วย แถมราคาก็ถูก หาซื้อก็ง่าย หน้าร้อนนี้เห็นทีคงจะต้องหาซื้อน้ำมันมะพร้าวมาไว้ติดบ้านกันแล้วล่ะค่ะสาวๆ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook

ผิวแทนรับซัมเมอร์ สวยสไตล์อินเตอร์

     สำหรับสาวผิวขาวที่อยากจะกลายมาเป็นสาวผิวสีแทน ผิวเข้มบ่มแดดแบบตะวันตกที่กำลังเป็นที่นิยม วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ให้สาวไทยกล้าออกไปนอนอาบแดดตามชายหาด รับรองว่าได้สีผิวแทนสวยแน่นอน

 

เตรียมผิวให้พร้อมก่อนลุย

     การเตรียมผิว คือ ขั้นตอนเล็กๆ แต่ก็สำคัญ โดยเริ่มจากการสครับผิวเบาๆ ให้เกลี้ยงเกลา เพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป เพราะการขจัดเซลล์ผิวจะทำให้ได้ผิวที่พร้อมรับแสงแดด ผิวเรียบเนียน และได้สีแทนสวยเสมอกันทั่วทั้งตัว

 

แทนนิ่งออยล์ (Tanning Oil) ตัวช่วยให้ได้ผิวแทนสวยสมใจ

     เมื่อผิวพร้อมก็ต้องบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น จะวิ่งไปอาบแดดทั้งตัวแห้งๆ เป็นความคิดที่ผิดมหันต์นะคะสาวๆ นอกจากผิวจะแห้งกรอบแล้วจะไหม้เอาด้วย ควรเลือกแทนนิ่งออยล์จากน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เชียร์บัตเตอร์ (Shea Butter Oil), น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil), น้ำมันอะโวคาโด (Avocado Oil), น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil), น้ำมันโรสฮิป (Rosehips Oil), น้ำมันคาโมมายด์ (Chamomile Oil) และน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) จากนั้นทาน้ำมันให้ทั่วร่างกายก่อนออกแดดซัก 5 - 10 นาที ย้ำว่าทาให้ทั่วไม่งั้นผิวด่างแน่นอน

 

เลือกบิกินีให้เหมาะสม

     ทำไมต้องเลือกด้วยล่ะ? เพราะใส่ชุดแบบไหน ลายก็ออกมาแบบนั้น ถ้าเลือกบิกินีผิดชีวิตเปลี่ยน ต้องอยู่กับลายนั้นไป 2-3 สัปดาห์ การอาบแดดไม่ควรใส่บิกินีแบบสายเยอะ สายไขว้กัน หรือมีรูตาข่าย เพราะถ้าแดดทะลุผ่านเข้ามาคุณจะได้ผิวลายตุ๊กแกกลับบ้าน แนะนำว่าบิกินีแบบเรียบๆ ธรรมดาปลอดภัยที่สุด และอย่าลืมหมวก แว่นกันแดด ผ้าขนหนูให้พร้อมด้วย

 

เลือกช่วงเวลาอาบแดด

     เวลาที่เหมาะสมสำหรับอาบแดดอยู่ในช่วง 08.00 – 10.00 น. เพราะถ้าสายกว่านี้จะแสบผิวได้ แดดพี่ไทยไม่เคยปราณีใครค่ะ ทำฝรั่งผิวพองมานักต่อนักแล้ว บางวันสิบโมงเช้าก็สู้ไม่ไหวแล้ว และช่วงเวลาอาบแดดตอนเย็นหลัง 16.00 น. 

     ช่วงที่แดดอันตราย คือช่วง  10.00 – 15.00 น. เพราะเป็นเวลาที่ปริมาณรังสียูวีมีความเข้มข้นและเป็นอันตรายต่อผิวมากที่สุด ควรอาบแดดวันละไม่เกิน 3 ชม. และต้องเลือกแดดช่วงที่ไม่แรงจนเกินไป ไม่งั้นจากผิวแทนสวยๆ จะกลายเป็นมะเร็งผิวหนังแทน

 

วิธีอาบแดด

1. หามุมที่แสงส่องถึงทั่วร่างกาย พยายามอย่าให้มีเงาจะดีที่สุด

2. นอนลงไปราบๆ แล้วหลับตา รอรับความสวย และอย่าลืมทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้า สวมหมวก ใส่แว่นตา ให้พร้อม ถ้าใครที่ร้อนจนทนไม่ไหว สามารถเอาผ้าขนหนูชุบน้ำปิดหน้าไว้ได้นะคะ

     ถ้าอยากได้สีผิวที่สม่ำเสมอกัน อย่าลืมพลิกตัวไปมา ด้านหน้าสักประมาณ 15 - 20 นาที ด้านหลังสักประมาณ 15 - 20 นาที ทำวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ และหมั่นจิบน้ำเข้าไว้เพราะร่างกายเสียเหงื่อมาก อาจจทำให้รู้สึกเพลีย ถ้าเป็นไปได้วิ่งลงไปว่ายน้ำบ้างก็ช่วยได้

 

     สาวคนไหนที่ต้องการมีผิวสีแทน ขอแนะนำ ‘น้ำมันมะพร้าว’ โดยทาน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วทั้งตัวและใบหน้าก่อนจะออกไปอาบแดด รับรองสีผิวขาวๆ จะเปลี่ยนเป็นสีแทนสวยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหมองคล้ำจนเกิดฝ้าแดด เพราะน้ำมันมะพร้าวจะช่วยกระจายแสงได้ดี ทำให้เวลาโดนแดดแสงตกกระทบทั่วจุดที่ทา จึงได้สีผิวที่แทนสวยสม่ำเสมอ โดยไม่ทำให้ผิวเสีย และยังมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้า อยากผิวแทนแค่ไหนก็ไปจัดมาเลยค่ะ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Goodlifeupdate

 

นวดหน้าให้เด็กลงด้วยน้ำมันมะพร้าว

     หน้าเด็กอ่อนกว่าวัยใครก็ชอบ เชื่อว่าสาวๆ หลายคนอาจเคยนวดหน้าด้วยครีมหรือโลชั่นกันมาบางแล้ว แต่คงยังไม่เคยนวดหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าวกันแน่ๆ  รู้หรือไม่ว่า “น้ำมันมะพร้าว” นอกจากจะช่วยบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่นแล้ว ยังช่วยลดร่องแก้ม ช่วยให้ผิวหน้ากระชับเรียบเนียนได้อีกด้วย ไม่รอช้ามาลองนวดหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าค่ะ

 

   ขั้นตอนนวดหน้าง่ายๆ ด้วยน้ำมันมะพร้าว

   1. เริ่มจากการทำความสะอาดใบหน้า ล้างให้สะอาด และซับหน้าเบาๆ ด้วยผ้าสะอาด

   2. หยดน้ำมะพร้าวลงบนฝ่ามือ ทาได้ทั่วหน้า บริเวณหน้าผาก, แก้มทั้งสองข้าง, จมูก และคาง

   3. ทำการนวดหน้าโดยวนทั่วหน้าเบาๆ ไล่ตั้งแต่หน้าผากลงมาที่จมูก แก้ม และคาง จนทั่วใบหน้า

   4. นวดผิวด้วยน้ำมันมะพร้าว ประมาณ1-2 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมลงสู่ผิวหนัง และทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก

 

     เพียงเท่านี้ ใบหน้าของคุณก็จะนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากการแต่งหน้า แป้งจะติดดีขึ้นไม่เป็นขุย เรียบเนียน ติดทนนาน และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าด้วยนะคะ

     ใครที่สงสัยว่า ทำไมต้องเป็นน้ำมันมะพร้าว บอกไว้ตรงนี้เลยว่า น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยวิตามิน E มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ลดการอักเสบของผิวที่ถูกแดดทำร้าย ช่วยลดความเหี่ยวย่นของผิว ป้องกันริ้วรอย แถมยังเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวอีกด้วย

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wongnai

ทำไมต้องใช้ “น้ำมันมะพร้าว” ในการประกอบอาหาร

     ผู้บริโภค น้ำมันมะพร้าว มักเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพมากกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ แล้ว น้ำมันมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็น "น้ำมันแคลอรีต่ำ" และมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้ แล้วต้องบริโภคน้ำมันอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายเรา ?

 

การใช้น้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหาร

     การเลือกใช้น้ำมันแต่ละชนิดในการปรุงอาหาร ควรเลือกชนิดของน้ำมันให้เหมาะสมกับระดับความร้อนในการปรุงอาหาร

  • น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ใช้ในการทอดและผัด
  • น้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว ใช้ในการผัด
  • น้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ใช้ผัดที่ความร้อนไม่สูงนัก หรือประกอบกับการทำน้ำสลัด

     ด้วยน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จึงเหมาะที่จะใช้ในการผัดและทอด เพราะให้ความร้อนสูง ทอดอาหารแล้วกรอบได้นาน เปลี่ยนแปลงสภาพน้อยเมื่อเจอความร้อนสูงๆ มีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นหืน และไม่ทำให้ของทอดอมน้ำมัน

     การใช้น้ำมันในการทอดอาหาร สิ่งสำคัญ คือ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันทอดซ้ำ ควรใช้เพียง 1-2 ครั้ง แล้วทำการเปลี่ยนน้ำมันจะดีที่สุด น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนชา ให้พลังงานราว 39 kcal และไม่มีคอเรสเตอรอล พลังงานทั้งหมดมาจากไขมัน

     ดังนั้น การใช้น้ำมันมะพร้าวในการปรุงอาหาร ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรเกินปริมาณไขมันรวมที่ร่างกายต้องการ คือ อยู่ที่ประมาณ 25-30% ของปริมาณพลังงานรวมที่ร่างกายต้องการ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Cooking Oil By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก letterplanet

ทำอาหารทานเองต้องรู้ เลือกใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดี

     เชื่อว่าพ่อบ้านแม่บ้านหลายท่าน ยังคงสงสัยกับการเลือกใช้น้ำมันสำหรับปรุงอาหาร ว่าจะเลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการเลือกใช้น้ำมันในการปรุงอาหารประเภทต่าง ๆ วันนี้เรามีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้น้ำมันสำหรับปรุงอาหารมาฝากกันค่ะ

 

ทำความรู้จักชนิดของน้ำมันกันก่อน

     น้ำมันสำหรับปรุงอาหารถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ น้ำมันพืช และน้ำมันที่มาจากไขมันสัตว์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดคิดว่า น้ำมันพืชต่างจากน้ำมันสัตว์ ตรงที่ให้พลังงานน้อยกว่า ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็จะให้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักเท่ากัน คือ 1 กรัมจะให้พลังงานเท่ากับ 9 kcal ดังนั้น ความเชื่อที่ว่ากินน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน จึงไม่เป็นความจริง เพราะไม่ว่าน้ำมันอะไรหากกินมากเกินไป ก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน

 

     น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันเมล็ดปาล์ม) มีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับน้ำมันสัตว์ น้ำมันพืชส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันสัตว์ ไขมันไม่อิ่มตัวนี้จะไม่ค่อยเป็นไข แม้จะอยู่ในที่เย็น แต่จะทำปฏิกิริยากับความร้อนและออกซิเจนได้ง่าย และมักทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนภายหลังจากใช้ประกอบอาหารแล้ว


 

   น้ำมันสัตว์ เป็นกรดไขมันอิ่มตัว มีคุณสมบัติเป็นไขได้ง่ายเมื่ออากาศเย็น ไขมันสัตว์มีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิธรรมดา นอกจากมีไขมันอิ่มตัวแล้วยังมีโคเลสเตอรอลอีกด้วย การกินไขมันสัตว์มากอาจจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

      แต่ปัจจุบันได้มีการวิจัยและพบว่า ไขมันอิ่มตัว แม้จะเพิ่มระดับ LDL หรือ คอเลสตอรอลที่ไม่ดี แต่สามารถเพิ่มคุณภาพของ LDL ในร่างกาย ทำให้ไขมันไม่ดีนี้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้ อีกทั้งไขมันอิ่มตัวก็ช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือ คอเลสเตอรอลที่ดีของคุณได้ด้วย

 

  • น้ำมันมะพร้าว ทนความร้อนได้อยู่ที่ประมาณ 175 องศาเซลเซียส จึงเหมาะกับการอบและการผัดที่ใช้ความร้อนปานกลางถึงความร้อนสูง
  • น้ำมันมะกอก เหมาะกับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนต่ำ เช่น การใช้คลุกสลัด
  • น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันแมคาเดเมีย น้ำมันวอลนัท ก็เหมาะสำหรับการปรุงอาหารผ่านความร้อนต่ำ (หรือไม่ผ่านความร้อน) และใช้ทำน้ำสลัดเช่นกัน

 

     ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีไหน เราอยากให้เลือกน้ำมันที่เป็นออร์แกนิคสกัดเย็น และไม่ผ่านการแปรรูป ซึ่งคุณพ่อบ้านแม่บ้านต้องศึกษารายละเอียด หรือสอบถามผู้ค้าโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาหรือไม่

     การเก็บรักษาน้ำมันสำหรับปรุงอาหารนั้นก็มีความสำคัญ ควรเก็บน้ำมันไว้ในที่แห้งและห่างจากแสงแดด ควรปิดภาชนะที่ใส่ให้สนิท เพราะออกซิเจนจะทำปฏิกิริยาให้เกิดกลิ่นหืนได้ ยิ่งเก็บนาน คุณภาพของน้ำมันยิ่งลดลง จึงแนะนำให้ซื้อน้ำมันสำหรับปรุงอาหารไว้สำหรับใช้หมดภายในสองเดือน ไม่ควรซื้อมาตุนหรือเก็บไว้นานกว่านั้น

    หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณพ่อบ้านแม่บ้านเห็นภาพของการเลือกใช้น้ำมันประกอบอาหารได้ชัดเจนขึ้น

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Cooking Oil By ManNature) 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

5 สูตรน้ำมันมะพร้าว (สกัดเย็น) บำบัดโรค

     สูตรน้ำมันมะพร้าว ในปัจจุบันมีมากมายหลายสูตร บ้างก็เชื่อได้ บ้างก็เชื่อไม่ได้ เพราะการใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคนั้น มีใช้กันมายาวนานหลายชั่วอายุคนตั้งแต่กิน ปรุงเป็นอาหาร หรือใช้ในรูปแบบของภายนอก วันนี้เราได้คัดสรรสูตรน้ำมันมะพร้าวที่สามารถนำไปใช้บำบัดรักษาโรคกันได้จริง ตามนี้

 

  1. กักน้ำมัน บำรุงกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ

     การกักน้ำมัน เป็นวิธีการรักษาของการแพทย์อินเดียหรืออายุรเวท เพื่อการรักษากระดูก และข้อ โดยใช้หลักการกักไว้ เนื่องจากน้ำมันเป็นโมเลกุลที่เล็กสามารถซึมซับเข้าสู่ผิว กระดูก และข้อได้

     HOW TO : ใช้แผ่นสำลีวางไว้บนผิวหนัง จากนั้นใช้น้ำมันมะพร้าวเทลงแผ่นสำลีตรงกลางให้ชุ่ม แล้วทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วเช็ดให้แห้ง

     เคล็ดลับ : สามารถผสมน้ำมันไพล น้ำมันงา ร่วมด้วยเพื่อช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและอาการปวดเข่าได้

 

  1. อมกลั้วปาก ช่วยขจัดแบคทีเรีย

     การใช้น้ำมันมะพร้าวกลั้วปาก จะช่วยกำจัดเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือคราบพลัคต่าง ๆ บริเวณซอกฟันให้หลุดออกมาได้

     HOW TO : ใช้น้ำมันมะพร้าว 1-2 ช้อนชา กลั้วปากในตอนเช้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วบ้วนทิ้งและบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

     เคล็ดลับ : ห้ามกลืนน้ำมันมะพร้าวเข้าคอ เพราะจะทำให้เอาเชื้อโรคเข้าร่างกายได้

 

  1. หมักผม ช่วยบำรุง รักษาเส้นผม

     สำหรับวิธีนี้หลายคนคงใช้กันบ่อยแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าการหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ผมสลวย เงางามอีกด้วย แถมยังป้องกันเชื้อราบนหนังศีรษะ ต้นเหตุของการเกิดรังแคได้อีกด้วย

     HOW TO : ใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผม หลังจากสระผมทุกครั้ง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

     เคล็ดลับ : ช่วยเพิ่มผมดกดำ ลดผมหงอก ให้ใช้น้ำมันมะพร้าว 2 ส่วน ผสมกับดอกอัญชันบดหยาบ 1 ส่วน แล้วใช้ชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก

 

  1. ทาน้ำมัน แก้น้ำร้อนลวก ผิวไหม้แดด

     การทาน้ำมันเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีสูงช่วยเพิ่มอาหารให้แก่ผิวได้ เมื่อผสมกับน้ำปูนใสที่มีความเย็น จะยิ่งช่วยลดความร้อนและการไหม้ของผิวลงได้อีกทางหนึ่ง

     HOW TO :  ใช้น้ำมันมะพร้าว 2 ส่วน ผสมกับน้ำปูนใส 1 ส่วน คนให้เข้ากัน แล้วใช้ทาบริเวณน้ำร้อนลวก หรือผิวไหม้แดด

     เคล็ดลับ : ทาน้ำมันมะพร้าวก่อนไปอาบแดดสามารถช่วยป้องกันผิวไหม้แดดได้ด้วย

 

  1. ทาน้ำมัน รักษาอาการน้ำกัดเท้า

     กรดลอริกจากน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย ต้นเหตุของการเกิดแผลและน้ำกัดเท้าได้

     HOW TO : ใช้น้ำมันมะพร้าว 2 ส่วน ผสมกับข่าบดละเอียด 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน แล้วใช้ทาบริเวณน้ำกัดเท้า วันละ 2- 3 ครั้ง

     เคล็ดลับ : เพิ่มการสมานแผลให้หายไวยิ่งขึ้น ให้บดเปลือกมังคุดใส่เพิ่มลงไป

 

     การใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงสุขภาพนั้น หากต้องการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรดูตามความเหมาะสมของสุขภาพเราด้วย และ 5 สูตรน้ำมันมะพร้าวที่เราคัดสรรมาให้นั้น แนะนำให้เลือกใช้เป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นดีกว่าสกัดร้อนนะคะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

5 ตัวช่วยจากธรรมชาติ ฟื้นฟูผิวหลังถูกแดดเผา

     ผิวแสบร้อนจากการถูกแดดเผา มักพบได้บ่อย ๆ ในช่วงหน้าร้อนที่มีอากาศร้อนจัด และใครที่กำลังมองหาวิธีรับมือกับปัญหานี้อยู่ วันนี้เรามีตัวช่วยจากธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวมาฝากกันค่ะ

 

     อาการผิวแสบร้อนจากแดด มักพบเจอได้บ่อย ๆ ในช่วงหน้าร้อนที่มีอากาศร้อนจัด รวมถึงประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีช่วงหน้าร้อนยาวนานมาก ๆ ทำให้เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องคอยวิตกกังวลกลัวว่าผิวจะคล้ำเสียกันอยู่ตลอดเวลา และหากใครต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแดดในช่วงเวลากลางวันเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยที่ไม่ปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดด แน่นอนเลยว่าสิ่งที่ได้ตามมาก็คือ ผิวคล้ำเสีย กร้านดำ คล้ายกับมีรอยไหม้อยู่บริเวณผิวหนัง เพราะการตากแดดร้อนจัดติดต่อกันเป็นเวลานานนั้น เสี่ยงต่อการรับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น ผิวไหม้จากแดด ผิวแก่ก่อนวัย มะเร็งผิวหนัง นั่นเอง

 

5 ตัวช่วยจากธรรมชาติ ที่ทำให้อาการแสบร้อนจากแดดหายเร็วยิ่งขึ้น ได้แก่

 

1. ว่านหางจระเข้

     ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณเด่นช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหลังเจอแดด ช่วยลดปัญหาผิวไหม้คล้ำเสียจากแสงแดดได้เห็นผลทันที เพียงนำว่านหางจระเข้ล้างน้ำให้สะอาด ปลอกเปลือกออกให้เกลี้ยง นำวุ้นใสที่อยู่ด้านในล้างให้สะอาดแล้วนำมาพอกที่ผิวทิ้งไว้อย่างน้อย 15-20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด ช่วยลดการอักเสบได้ดี และยังเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวนุ่มและลื่นขึ้น เพราะว่านหางจระเข้ช่วยสมานผิวและช่วยฟื้นฟูสภาพผิว

 

2. น้ำชา

     น้ำชา นอกจากช่วยให้รู้สึกสดชื่นแล้ว กลิ่นหอมของน้ำชายังมีส่วนในการช่วยให้สมองรู้สึกตื่นตัว ในน้ำชามีกรดแทนนิค ซึ่งมีสรรพคุณช่วยรักษาผิวที่เกิดจากผิวไหม้ได้ โดยการนำใบชามาต้ม จากนั้นนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นจนน้ำชาเย็นจัด ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำชาแล้วนำมาประคบที่ผิว หรือใช้วิธีแช่ตัวในน้ำเย็นที่ผสมกับน้ำชาก็เป็นวิธีที่สามารถช่วยรักษาผิว ไหม้แดดได้ดีเช่นกัน

 

3. น้ำมันมะพร้าว

     น้ำมันมะพร้าวมีส่วนผสมวิตามิน E ช่วยรักษาอาการอักเสบ ผิวไหม้แดด และช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นด้วย โดยสามารถนำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิวได้ทุก ๆ วัน หลังทาน้ำมันมะพร้าวแล้วอย่ารีบออกไปโดนแสงแดดทันที เพราะจะทำให้ผิวเราแทนขึ้นได้ ทิ้งไว้สักระยะหนึ่งแล้วค่อยออกแดดจะดีกว่า

 

4. โยเกิร์ต

     โยเกิร์ต มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียน ชุ่มชื่น และขาวสดใส แถมช่วยบรรเทาอาการผิวแสบไหม้ได้เช่นกัน เพียงนำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ มาทาชโลมที่ผิวบริเวณที่เกิดอาการไหม้จากแสงแดด แล้วทิ้งไว้จนแห้งประมาณ 25-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด สูตรนี้สามารถทาได้ทั้งบริเวณผิวหน้าและผิวกาย เพียงทำครั้งแรกอาการแสบร้อนจากผิวไหม้ก็จะดีขึ้น

 

5. แตงกวา

     นำแตงกวาไปแช่เย็น จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ วางประคบตามจุดต่าง ๆ ของผิวที่มีอาการแสบไหม้จากแดด วิตามินและความเย็นจากแตงกวา จะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อน และช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง     

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก papaidoo

ระเบิดไขมัน ให้หุ่นสวย ด้วยน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เมื่ออยากจะลดน้ำหนักแต่ไม่อยากอดอาหาร เราสามารถรับประทานอาหารให้ไม่อ้วนได้ โดยการเลือกบริโภคน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพนั่นเอง

 

จากงานวิจัยพบว่า ประเทศในแถบหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ นิยมรับประทานน้ำมันมะพร้าวมาก ทำให้คนในประเทศกลุ่มนี้มีสถิติการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลก

 

ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวที่ชื่อว่า กรดลอริก (Lauric acid) เป็นกรดไขมันที่มีความยาวขนาดกลาง (Medium Chain Triglycerides : MCT) เป็นกรดไขมันที่ค่อนข้างจะหายาก ไม่ค่อยพบในอาหารชนิดอื่นๆ กรดไขมันอิ่มตัวความยาวขนาดกลางนี้ ถือเป็นซูเปอร์แฟต (Super Fat) ไม่ใช่อ้วนมากแต่หมายถึง ไขมันชนิดพิเศษมากๆ ที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ และไขมันอุดตันในเส้นเลือดต่ำลง ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดีในช่วงของการลดน้ำหนัก เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

 

ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักควรหันมาเลือกรับประทานน้ำมันมะพร้าว เพราะมีการดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ตับและย่อยเป็นพลังงานเพื่อเผาผลาญทำได้อย่างรวดเร็ว และช่วยลดมวลไขมันในร่างกายได้มากกว่าน้ำมันพืชทั่วไปชนิดอื่นๆ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ไขมันที่ดี เลือกกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ไขมัน หลายๆคนที่พูดกันว่ามันอาจทำให้คุณอ้วนได้นั้น ถือว่าเป็นความจริงที่อาจจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะไขมันให้พลังงานสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน แต่ร่างกายของคุณจำเป็นต้องได้รับไขมันเพื่อทำหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด และไขมันบางชนิดก็มีคุณสมบัติและคุณภาพดีกว่าชนิดอื่นๆ ในการช่วยค้ำจุนสุขภาพโดยรวมของคุณ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกกินไขมันให้ถูกชนิด เพราะไขมันที่มีอยู่ทั้งหมดไม่ได้ถูกผลิตขึ้นอย่างเท่าเทียมหรือเหมือนกัน แล้วคุณจะแยกแยะได้อย่างไรล่ะว่าไขมันชนิดไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ นึกถึงไขมันในรูปของสัญญาณไฟจราจรนั่นเอง ไขมันบางชนิดจัดอยู่ในประเภทไฟเขียว บางชนิดเป็นไฟเหลือง และบางชนิดเป็นไฟแดง

ไขมันประเภทไฟเขียว

เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fat) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fat) และกรดไขมันโอเมก้า–3 ซึ่งสามารถช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่ ซึ่งช่วยลดอาการอยากอาหารที่มีรสหวานได้ด้วย ซึ่งคุณสามารถหาไขมันประเภทไฟเขียวนี้ได้จากอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งอาหารประเภทธัญพืชเต็มเมล็ดด้วย

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ผลมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเนยถั่ว

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกคำฝอย และน้ำมันดอกทานตะวัน

กรดไขมันโอเมก้า–3 ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮร์ริ่ง ปลาแอนโชวี่ วอลนัต เมล็ดเจีย เมล็ดกัญชง เมล็ดแฟลกซ์ และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

 

ไขมันประเภทไฟเหลือง

ถ้ากินในปริมาณมาก ไขมันอิ่มตัวที่พบในเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นมเนยเต็มรูป (นม โยเกิร์ต เนย และเนยแข็ง) ไข่ สามารถเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหัวใจให้คุณได้ แต่ถ้ากินพอประมาณก็จะให้ประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เช่น ถ้าคุณกินอาหารเช้าที่มีไข่หนึ่งหรือสองฟอง (พร้อมไข่แดง) หรือโรยเนื้อไก่หั่นเต๋าลงในสลัด หรือผัดผัก หรือกินเนื้อวัวไม่ติดมัน คุณอาจไม่ต้องวิตกกังวลเลยก็ได้

 

ไขมันประเภทไฟแดง

ไขมันทรานส์เป็นไขมันเทียมที่ผลิตด้วยการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันพืชที่อยู่ในสภาพของเหลว เพื่อให้เกิดการคงตัวอยู่ได้นาน นอกเหนือจากข้อมูลที่ว่า ไขมันทรานส์มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นศูนย์แล้ว มันยังทำให้ระดับไขมันเลว (แอลดีแอล) ของคุณเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ระดับไขมันดี (เอชดีแอล) ลดลง รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน

ไขมันทรานส์มักอยู่ในรูปของอาหารบรรจุภัณฑ์ เช่น คุกกี้ แครกเกอร์ และมาร์การีน

 

          อาหารบางชนิดย่อมมีส่วนผสมของไขมันอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วเราควรเลือกทานอาหารที่มีไขมันที่ดีเพื่อช่วยเสริมร่างกายให้ดีขึ้น อาหารคลีน อารหารเพื่อสุขภาพ อย่างเช่นไขมันประเภทสีเขียว สีเหลือง เป็นต้น และที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนะครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mgronline.com

น้ำมันมะพร้าว ตัวช่วยชะลอวัยให้สวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

จะดีกว่าไหม ถ้าการดูแลสุขภาพเราให้พ้นจากโรคภัยและภาวะความเสื่อมของร่างกาย ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเราเองจากน้ำมันมะพร้าวจากธรรมชาติบริสุทธิ์ 100 % ซึ่งจะมีวิธีช่วยบำรุงและเสริมสร้างสุขภาพดีได้อย่างไรบ้าง มาดูกัน

 

ช่วยชะลอวัย

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง และยังสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว ย่อยง่าย ไม่สะสม และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ซึ่งช่วยลดความอ้วนโดยปริยาย ดั้งนั้น เมื่ออวัยวะภายในร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี ความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกายเราจะลดลงตามไปด้วย

 

ช่วยลดอนุมูลอิสระและไม่เกิดสารก่อมะเร็ง

เนื่องจากความเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง อีกเช่นกัน ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูงแม้นำไปปรุงอาหาร และ ไม่แปรสภาพได้ง่าย จึงไม่ถูกเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งทำให้แตกต่างจากน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ

 

ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ

เพราะไขมันที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันดี (HDL) ซึ่งจะเข้าช่วยลดไขมันตัวร้าย (LDL) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ และเจ้าไขมันดีตัวนี้จะช่วยในการขยายหลอดเลือดและป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด จึงเป็นการช่วยดูแลทั้งหัวใจและหลอดเลือดให้แก่เรา

 

ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน

เพราะน้ำมันมะพร้าวนี้จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน ผู้ป่วยจึงไม่ต้องฉีดสารอินซูลินทุกครั้งที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 

ตัวช่วยหน้าใส ผิวพรรณผุดผ่อง

ด้วยคุณสมบัติดีงามต่างๆที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ ตัวน้ำมันมะพร้าวจึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองใดๆ และอุดมไปด้วยกรดไขมันดีและสารบำรุง จึงช่วยดูแลผิวของเราได้หมดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

 

เห็นถึงประโยชน์มากมายของน้ำมันมะพร้าวอย่างนี้ แต่ความจริงยังมีอีกสารพัดสรรพคุณที่จะช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกาย ฟื้นฟูสุขภาพให้ดูสดใน เปล่งปลั่ง เพราะฉะนั้นควรมีน้ำมันมะพร้าวติดบ้านไว้เป็นผู้ช่วยสุขภาพดีด้วยนะครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

ดูแลผิวของลูกน้อยด้วยน้ำมันมะพร้าว

ผิวเด็กทารกหลังคลอดจะบอบบางมาก สามารถเกิดการระคายเคือง หรือเป็นผดผื่นได้ง่าย ทั้งจากความอับชื้นของผ้าอ้อม อากาศ และละอองฝุ่นรอบตัว เพราะฉะนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะดูแลผิวของลูกน้อย จึงต้องเป็นสิ่งที่คุณแม่มั่นใจว่า อ่อนโยน ปราศจากสารเคมี หรือสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง

น้ำมันมะพร้าว หนึ่งทางเลือกที่ดีของคุณแม่ เพื่อลูกน้อย เพราะสามารถใช้ทั้งทาและทาน ดูแลทั้งผิวและเส้นผม เหมาะสำหรับทารก ที่มีสารธรรมชาติ ซึ่งปราศจากสารเคมี น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติพิเศษมากมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยดังนี้

 

1. น้ำมันมะพร้าว ประโยชน์ต่อหนังศรีษะ

หนังศีรษะที่ลอก เป็นขุยหรือตกสะเก็ดคล้ายรังแค เป็นอาการที่่เกิดกับทารกแรกเกิดหลายๆ คนในช่วงอาทิตย์แรกๆ หลังคลอด มักจะเห็นได้ชัดบริเวณศีรษะที่สัมผัสกับที่นอนบ่อยๆ การเสียดสีกับหมอนหรือผ้าปูที่นอนบ่อยๆ จึงทำให้หนังศีรษะลอกเป็นแผ่น

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวแก้ปัญหาหนังศีรษะลอก

นำน้ำมันมะพร้าว นวดบริเวณหนังศีรษะที่แห้งเป็นขุย ทาทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นเอาหวีหรือแปรงขนนุ่มสำหรับทารก หวีเอาสะเก็ดหนังศีรษะออก หลังจากหวีเสร็จ ให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นเท่านั้น

 

2. น้ำมันมะพร้าว ประโยชน์ต่อผิวหนัง

ผิวหนังของเด็กทารก จะบอบบางเป็นพิเศษ แห้งและแพ้ง่าย อาจทำให้เกิดอาการคัน จนทำให้เกิดเป็นผื่น ผิวหนังอักเสบ

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวแก้ปัญหาผื่นอักเสบ

นำน้ำมันมะพร้าวนวดให้ลูกน้อย ก่อนหรือหลังอาบน้ำ และนวดอีกครั้งก่อนนอนเพื่อเติมน้ำและความชุ่มชื้นให้ผิวลูกน้อย ที่สำคัญควรหมั่นนวดน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ แล้วอาการผื่นอักเสบจะค่อยๆ หายไป

 

3. น้ำมันมะพร้าวบำรุงริมฝีปาก

เนื่องจากผิวเด็กแห้งง่ายกว่าผิวผู้ใหญ่ ปากของลูกน้อย จึงแห้ง แตก ลอกได้ง่าย ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะยามที่ลูกน้อยต้องการดูดนมคุณแม่

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวแก้ปัญหาปากแห้ง /แตก

ใช้คอตตอนบัดสะอาดจุ่มน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อย นำน้ำมันมะพร้าว ทาบริเวณริมฝีปากและรอบๆ ปาก

 

4. น้ำมันมะพร้าวกำจัดรอยแมลงกัดต่อย

ผิวลูกอาจเกิดรอยบวม แดงจากแมลงกัด โดยเฉพาะยุงตัวร้าย และถ้าแย่ไปกว่านั้นอาจกลายเป็นแผลอักเสบได้

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาแผลแมลงกัด

เทน้ำมันมะพร้าวบนมือ ใช้ฝ่ามือถูกัน ทาเบาๆ บริเวณที่ถูกแมลงกัด ทาน้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้แล้วค่อยล้างออกตอนอาบน้ำ อาการบวมแดงจะยุบลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีสรรพคุณลดการอักเสบและฆ่าแบคทีเรีย สามารถลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อและลดอาการบวมได้

 

5. น้ำมันมะพร้าวเจลอาบน้ำ

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ มักมีส่วนผสมของสารเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อผิวลูกได้ คุณแม่จึงจำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่สะอาดและอ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเจลอาบน้ำ

เตรียมน้ำมันมะพร้าว สบู่น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิก และน้ำเปล่า ในอัตราส่วนเท่ากันผสมให้เข้ากัน นวดเบาๆ ที่ผิวลูกน้อย เพื่อให้สิ่งสกปรกออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า เท่านี้ก็ช่วยให้ผิวลูกมีสุขภาพดีแล้ว

 

6. น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิว

น้ำมันมะพร้าวเป็นสุดยอดมอยซ์เจอไรเซอร์ธรรมชาติ ช่วยบำรุงผิวที่แห้งด้วยวิตามินและไขมันต่างๆ

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นโลชั่นบำรุงผิว

หยดน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อย ทาบริเวณที่ต้องการความชุ่มชื้น ปล่อยทิ้งไว้แล้วค่อยล้างออกตอนอาบน้ำ

 

การเลือกผลิตภัณฑ์ให้ลูกน้อยนั้น ควรเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมีที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย เพราะฉะนั้นน้ำมันมะพร้าวถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวของลูกน้อยดีขึ้นและปลอดภัยด้วยครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์

 

น้ำมันมะพร้าว กับเรื่องความสวยความงาม

น้ำมันมะพร้าว คืออะไร

          น้ำมันมะพร้าว คือ น้ำมันที่ได้จากผลมะพร้าวนั่นเอง โดยนำมาสกัดแยกน้ำมันออกจากเนื้อมะพร้าวด้วยวิธีสกัดเย็น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนสูง และไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี ซึ่งน้ำมันที่ได้จึงมีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่นหืน แต่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะพร้าวปนมาด้วย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ น้ำมันมะพร้าวจึงมีชื่อเรียกหลายชื่อ ทั้งน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) เป็นต้น

น้ำมันมะพร้าว ได้ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง เผาผลาญได้เร็ว และยังมีแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ ดี อี เค ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันที จึงทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสรรพคุณต่อสุขภาพในหลายๆ ด้าน นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณสมบัติบำรุงความงามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าได้อีกด้วย

ประโยชน์ด้านความงาม

1. น้ำมันมะพร้าวใช้หมักผม หากนำน้ำมันมะพร้าวไปหมักผม ก็ควรจะสระด้วยยาสระผมอีกครั้ง และล้างออกด้วย น้ำอุ่น จะทำให้ความมันบนเส้นผมก็จะลดลง เส้นผมจะนุ่มขึ้น และดูเงางาม

2. น้ำมันมะพร้าวใช้นวดตัว น้ำมันมะพร้าวสามารถเป็นน้ำมันสำหรับนวดสปาได้ สามารถผสมน้ำมันหอมระเหยเข้าไปด้วยประมาณ 2-3 หยด เพื่อช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย

3. น้ำมันมะพร้าวใช้เป็นลิปบาล์ม สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้เรียวปากด้วยน้ำมันมะพร้าว แค่หยดบนนิ้วมือ ทาบาง ๆ บนริมฝีปาก ก็ช่วยให้เรียวปากไม่แห้งตึงแล้ว

4. น้ำมันมะพร้าวบำรุงเล็บ น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเล็บ และจมูกเล็บได้ ทำให้เรียวมือของเราเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น

5. น้ำมันมะพร้าวลดรอยคล้ำใต้ดวงตา ผิวบริเวณใต้ดวงตานั้นมีความบอบบางมาก ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ถุงใต้ตา หรือรอยคล้ำใต้ตาได้ง่าย น้ำมันมะพร้าวก็มีคุณสมบัติบำรุงผิวรอบดวงตาได้

6. น้ำมันมะพร้าวช่วยบำรุงเส้นผม หากลองใช้น้ำมันมะพร้าวปริมาณเท่าเมล็ดถั่วบำรุงชโลมบนเส้นผม จะช่วยเพิ่มความหนา ลดอาการชี้ฟู ขาดเส้น และหลุดร่วงได้

7. น้ำมันมะพร้าวรีมูฟเวอร์ ใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ช่วยลบเมคอัพได้ ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าว เช็ดเบา ๆ บนเมคอัพ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

8. น้ำมันมะพร้าวบอดี้สครับ นำเกลือและน้ำตาลผสมในอัตราส่วนเท่ากัน แล้วนำไปละลายในน้ำมันมะพร้าว ใช้ขัดผิวในบริเวณที่ต้องการ ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ทำให้ผิวนุ่มขึ้น ใช้ขัดข้อศอก และหัวเข่าที่ด้าน หากต้องการเพิ่มกลิ่นหอมที่ผ่อนคลายมากขึ้น ก็หยดน้ำมันหอมระเหยเพิ่มเข้าไปได้

9. น้ำมันมะพร้าวกำจัดขน เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวไปผสมกับน้ำอุ่นให้ร้อนเล็กน้อย ชโลมให้ทั่วผิวบริเวณที่ต้องการจะโกนขน ก็จะโกนได้เกลี้ยงเกลา ไม่เกิดการระคายเคือง ผิวเนียนนุ่ม

 

น้ำมะพร้าวสกัดเย็นล้วนมีประโยชน์ไม่ว่าจะทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อย่างนี้เห็นว่าต้องมีติดบ้านไว้บ้างแล้ว ยังไงสวยแล้วอย่างลืมรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วยนะครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก Coconut Oil By ManNature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook.com

"ผิวแห้ง" ปัญหาหน้าขุย แก้ด้วยน้ำมันมะพร้าว

ภาวะ "ผิวแห้ง" ที่เรียกว่า "Dry skin" หรือ "Xerosis" ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้ง สำหรับภาวะผิวแห้งนั้นพบได้ในทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมทั้งเพศหญิงและเพศชาย

อาการของผิวแห้ง จะมีตั้งแต่ผิวแห้งเล็กน้อย คือไม่มีอาการและไม่สังเกตได้เห็น ขณะที่บางรายอาจมีผิวแห้งเพิ่มขึ้น จะสังเกตได้ชัดขึ้นคือ ผิวแห้งด้าน เห็นร่องลายของผิวชัดเจน ส่วนบางคนที่ผิวแห้งมาก ซึ่งทำให้เกิดอาการแห้ง คัน จนเกาและติดเชื้อแบคทีเรียเลย และผิวลอกเป็นขุย และเป็นสะเก็ดในที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

 

วิธีแก้ปัญหา "ผิวแห้ง"

1. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่อากาศแห้งและเย็นจัด

2. งดการล้างหน้าบ่อยๆ และไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น

3. โบกครีมที่มีมอยเจอไรเซอร์เยอะๆ เพื่อเป็นการให้ความชุ่มชื้นและบำรุงผิวอย่างล้ำลึก

4. เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม สารกันเสีย รวมถึงแอลกอฮอล์

5. ดื่มน้ำมากๆ

6. ห้ามเกาหรือรบกวนผิวหน้า

7. มาสก์ผิวหน้าด้วยน้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเช่นกัน

 

รู้แบบนี้แล้วมีวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี รีบดำเนินการเพื่อกำจัด "ผิวแห้ง" ของเราให้หมดไป แล้วได้ "ผิวสวย" กลับคืนมา ด้วยความห่วงใยจาก Coconut Oil by Mannature

5 เทรนด์อาหารมาแรงในปี 2019

เข้าสู่ปีหมูทองอย่างเป็นทางการไปได้ร่วมเดือน หลายคนอาจยังเฟ้นหาเทรนด์ใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นอาหารแห่งปี 2019 นี้ก็ได้ จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

1. เนยจากเมล็ดพืช – ตอนนี้ เนยอัลมอนด์ เนยจากเมล็ดทานตะวัน เนยจากเมล็ดฟักทอง หรือเนยจากเมล็ดแตงโม กำลังเป็นกระแสนิยมใหม่ๆ เนื่องจากชาวตะวันตกจำนวนมากประสบปัญหาภาวะแพ้ถั่วลิสงและถั่วเหลืองกันมาก แต่ก็อยากดูแลสุขภาพให้ดี ดังนั้น เนยจากเมล็ดพืชทางเลือกเหล่านี้จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

2. นมจากข้าวโอ๊ต – ปีนี้เป็นปีแห่งนมข้าวโอ๊ตอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการทำที่ง่าย แค่แช่ข้าวโอ๊ตในน้ำให้พอพองตัว นำมาปั่นและกรองเป็นอันเสร็จสิ้น นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยไฟเบอร์และคาร์โบไฮเดรต และให้รสสัมผัสเหมือนนมวัวที่เราคุ้นเคยมากกว่านมจากถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์

3. ของว่างจากท้องทะเล – ผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายกำลังเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจในปีนี้ ตั้งแต่สาหร่ายอบแห้ง ไปจนถึงเนยจากสาหร่าย ก๋วยเตี๋ยวเส้นสาหร่าย นอกจากนี้ยังมีพวกผักชีทะเล และเมล็ดบัว ที่กำลังได้รับความนิยมในฝั่งตะวันตกด้วย

4. โปรตีนจากพืช – การพัฒนาให้เนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงๆมากขึ้น อย่างบริษัท Impossible Food ในซิลิคอน แวลลีย์ พัฒนาเบอร์เกอร์จากโปรตีนข้าวสาลี น้ำมันมะพร้าว โปรตีนจากมันฝรั่ง และเพิ่มสาร “ฮีม” (Heme) สารประกอบในเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงซึ่งพบได้ในพืชตระกูลถั่วมาผสมลงในก้อนเบอร์เกอร์ สร้างรสสัมผัสของเนื้อจริงๆขึ้นมาได้

5. แมลง – สำหรับ แมลง ที่ได้รับการขนามนามให้เป็นแหล่งโปรตีนแห่งความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตโปรตีนหลายแห่งพยายามแปรรูปแมลงเหล่านี้ให้ดูน่ากินกว่ารูปโฉมต้นฉบับมากขึ้น อาทิ ผงโปรตีน สปาเกตตี้จากผงโปรตีน แพนเค้ก ขนมปัง เป็นต้น

          สังเกตได้เลยว่าเทรนด์ในปีนี้เน้นการทำอาหารจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นพวกเมล็ดพืช นม เป็นต้น แน่นอนว่าสาวๆสายรักสุขภาพที่ชอบทานอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ อาจจะได้อาหารเมนูใหม่ๆเพิ่มมาในปีนี้ด้วย ยังไงอย่าลืมเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพและมีประโยชน์ด้วยนะครับ ด้วยความห่วงใยจาก Coconut Oil Extra Virgin และ Coconut Cooking Oil

น้ำมันมะพร้าว เคล็ดลับสวยดูดีศีรษะจรดปลายเท้า

สาว ๆ คนไหนเคยมีประสบการณ์เสียเงินซื้อ Skincare ราคาแพง ใช้เท่าไรก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามี “ตัวช่วย” ที่หาได้ง่าย ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติราคาย่อมเยาที่มีอยู่ประเทศไทยมานำเสนอ ใช้ดูแลได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ศีรษะจรดปลายเท้า ที่สำคัญสบายกระเป๋าด้วย

 

1.บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

ทำให้ผมให้เปียกพอหมาด ๆ แล้วนำน้ำมันมะพร้าว  มาชโลมผมทิ้งไว้ ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วสระผมตามปกติ บำรุงหนังศรีษะ ลดอาการผมเสีย แก้ผมร่วง และลดการเกิดรังแค สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือตามต้องการ

 

2.บำรุงผิวหน้าและผิวกาย

หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ตัวยังชื้น ๆ  ให้นำ “น้ำมันมะพร้าว” มาทาชโลมผิวให้ทั่วร่างกาย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มน่าสัมผัส และยังช่วยลดปัญหาผิวแห้ง ผิวแตกเป็นขุยอีกด้วย

 

3.ลดการระคายเคือง

น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้คู่กับการโกนหนวด  โกนเส้นขนต่าง ๆ  บนร่างกาย ชโลมน้ำมันมะพร้าว บริเวณที่จะทำการโกนหนวด หรือเส้นขนต่าง ๆ ประมาณ 2-3 นาทีก่อนโกน  สามารถลดอาการระคายเคืองของผิวหนัง หลังจากโกนขน และยังสามารถลดอาการการเกิด ขนคุด ขนแข็งเป็นตอได้ดี

 

4.กันแดดและลดอาการผิวไหม้หลังโดนแดด

น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้ทาแทนครีมกันแดด  และสามารถเป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหา ผิวไหม้ ลดอาการระคายเคืองหลังจากโดนแดดได้ เพราะในน้ำมั้นมะพร้าวมีวิตามินเอ ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และบำรุงผิวพรรณ

 

5.คลีนซิ่งออยล์ทำความสะอาดผิว

น้ำมันมะพร้าวเป็นคลีนซิ่งออยล์  ทำความสะอาดผิวก่อนล้างหน้าชั้นดี นำน้ำมันมะพร้าวชุบสำลี แล้วเช็ดชำระล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ตามผิวหนังบนใบหน้า ก่อนทำความสะอาดใบหน้า ช่วยลดอาการระคายเคืองผิวหน้า และยังช่วยให้ผิวหน้ากระชับชุ่มชื่นขึ้น

 

6.บำรุงมือและเท้าให้ดูสุขภาพดี

ใช้น้ำมันมะพร้าว ทาตามจมูกเล็บมือและเท้า เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื่นลดการฉีกขาดตามจมูกเล็บ ลดการเกิดอาการเล็บขบ และยังช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอีกด้วย

 

เห็นสรรพคุณเยอะขนาดนี้สาวๆคนไหนที่ไม่อยากเสียเงินซื้อของแพง น้ำมันมะพร้าวถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจแถมราคาก็สมเหตุสมผลเอามากๆ อย่างนี้คงต้องมีติดบ้านไว้สักขวดแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.brighttv.co.th

 

 

มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าวลด – เพิ่มน้ำหนัก

น้ำมันมะพร้าว สามารถเป็นได้ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงการใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ วันนี้เราจะพามารู้จักกับประโยชน์ของเจ้าน้ำมันชนิดนี้ รวมถึงการรับประทานอย่างไรให้ถูกวิธีกัน เมื่อพูดถึงน้ำมันที่เราใช้ปรุงอาหารกันอยู่ในทุกวันนี้เป็นน้ำมันประเภทที่สร้างกรดไขมันที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดโรคอ้วน หรือเกิดอาการต่างๆ ขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ระวังตัว แต่ทุกวันนี้ได้มีทางเลือกให้เราสามารถบริโภคอาหารได้โดยการใช้น้ำมันที่มาจากมะพร้าว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพ

 

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีสังเคราะห์เจือปน เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการสกัดตามธรรมชาติได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ สามารถนำมาบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเด่นๆ ที่ไม่มีในน้ำมันพืชชนิดอื่น ดังนี้

 

  • น้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันอิ่มตัว
  • น้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันขนาดกลาง
  • น้ำมันมะพร้าว มีสารฆ่าเชื้อโรค
  • น้ำมันมะพร้าว มีสารแอนติออกซิแดนต์

 

บริโภคน้ำมันมะพร้าวอย่างไรจึงจะดี

  • สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แนะนำให้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 - 3 ช้อนโต๊ะ แล้วตามด้วยน้ำอุ่น ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้อง

 

  • สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก แนะนำให้กินหลังอาหารหรือพร้อมกับมื้ออาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 - 3 ช้อนโต๊ะ แล้วตามด้วยน้ำอุ่น ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว เพราะน้ำมันมะพร้าวจะดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นและถูกนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที

 

อย่างไรก็ตามบริโภคน้ำมันมะพร้าวแล้วอย่างลืมออกกำลังกายควบคู่เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสมบูรณ์กันด้วยนะครับ ด้วยความห่วงใยจาก mannature

5 ผลไม้ ลดความเครียด ช่วยเพิ่มความสุข

1.กล้วย

          ผลไม้ยอดนิยมที่หารับประทานได้ง่าย อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ในกล้วยยังโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ช่วยในการผลิต สารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุข สามารถช่วยคลายเครียด ทำให้ผ่อนคลายและอารมณ์ดีได้

 

2.แอปเปิล

          แอปเปิลอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟลอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก กำมะถัน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณสามารถช่วยควบคุมและลดน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดัน ช่วยลดความตึงเครียด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ฯลฯ

 

3.แตงโม

          เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะมีแคลอรีต่ำ รสชาติอร่อย กินแล้วรู้สึกสดชื่น เพราะในแตงโมอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ซึ่งโพแทสเซียมจะช่วยลดความดันโลหิตสูง และช่วยทำให้ไม่เครียดได้ นอกจากนี้แล้วยังมี สารไลโคพีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมี เบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ชะลอความแก่ชรา ฯลฯ เป็นต้น

 

4. มะพร้าว

          มะพร้าวอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งในมะพร้าวยังมีกรดไขมันที่เรียกว่า ‘Medium Chain Triglyceride’ เป็นกรดไขมันแบบพิเศษที่สามารถช่วยทำให้อารมณ์ดีด้วย  นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง สามารถดื่มแทนเครื่องดื่มเกลือแร่หลังออกกำลังกายได้ เพราะจะช่วยดับกระหายคลายร้อน ลดความอ่อนล้าอ่อนเพลียได้ด้วย

 

5. ผลไม้ตระกูลมะพร้าว

          ผลไม้ตระกูลเบอร์รีไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี ราสเบอร์รี แครนเบอร์รี แบล็กเบอร์รี และบลูเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รีที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอเซลล์มะเร็ง ช่วยในการขับถ่าย บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด และทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้อีกด้วย

 

ผลไม้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเครียดยังช่วยทำให้สุขภาพได้รับวิตามินต่างๆและสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ร่างกายได้รับการบำรุงไปด้วย เพราะสุขภาพต้องได้รับการบำรุงดูแลอยู่เสมอ ด้วยความห่วงใยจาก Mannature ผู้จำหน่ายและผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเพื่อสุขภาพที่อยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.mgronline.com

เทคนิคใหม่ เติมน้ำมันมะพร้าวลงไปตอนหุง กินข้าวแล้วอ้วนน้อยลง

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีการลดแคลอรี่ได้มากกว่าครึ่ง โดยปกติข้าว 1 ถ้วยจะมี 240 แคลอรี่ แต่เพียงแค่คุณเติมน้ำมันมะพร้าวลงไป 1 ช้อนชา ตอนที่น้ำกำลังเดือด หลังจากนั้นทิ้งข้าวให้เย็นแล้วนำไปแช่ตู้เย็น 12 ชั่วโมง นักวิจัยได้ทำการทดลองกับข้าว 38 ชนิด จากศรีลังกา พบว่าการเติมน้ำมันลงในน้ำก่อนที่จะใส่ข้าวสาลีลงไปเป็นเวลา 40 นาทีแล้วนำไปแช่เย็นอีก 12 ชั่วโมง แป้งจะทนต่อการย่อยของเอนไซม์ได้มากกว่าข้าวปกติถึง 10 เท่า

คาร์โบไฮเดรตเมื่อได้รับการย่อยเป็นโมเลกุลเล็กในลำไส้เล็กแล้ว จะได้เป็นน้ำตาลกลูโคสเพื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป มันสามารถนำไปใช้เป็นพลังงาน และกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ แต่การเติมน้ำมันมะพร้าวจะทำให้กระบวนการเปลี่ยนไป การเติมน้ำมันมะพร้าวลงในน้ำจะไปเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลแป้งในเมล็ดข้าว คือ มันจะทนต่อการตัดของเอ็นไซม์ในระบบย่อยของเรามากขึ้น จะว่าง่ายๆก็คือการที่ทำให้ข้าวทนต่อการย่อยมากขึ้น ก็จะลดการดูดซึมน้ำตาลได้มากขึ้นนั่นเอง

 

แล้วเราควรกินข้าวที่นำมาอุ่นหรือไม่?

คุณสามารถมีอาการอาหารเป็นพิษจากการกินข้าวที่นำมาอุ่นได้ แต่การอุ่นข้าวไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ

โดยปกติแล้วเมล็ดข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการทำอาหารจะมีสปอร์ที่เป็นเชื้อแบคทีเรีย และมันไม่ตายเมื่อเราเอาข้าวไปทำให้สุก เมื่อข้าวที่สุกแล้วถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจะทำให้เชื้อนี้โต และเป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ อ้างอิงจาก National Health Service ในสหราชอาณาจักร เพื่อลดความเสี่ยงอาหารเป็นพิษทาง NHS

แนะนำว่า ให้ทานข้าวทันทีที่สุก นำข้าวเข้าตู้เย็นให้เร็วที่สุดหลังจากที่เรากินข้าวไม่หมด อย่าเก็บข้าวไว้ในตู้เย็นเกิน 1 วัน เมื่อนำมาอุ่นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุ่นข้าวทั่วทั้งหมดแล้ว และที่สำคัญ อย่าอุ่นข้าวมากกว่า 1 ครั้ง

 

9 ประโยชน์จากน้ำมะพร้าวที่ไม่ควรมองข้าม

1. ช่วยรักษาอาการร่างกายขาดน้ำ

2. อุดมไปด้วยสารอาหารวิตามิน แคลเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น

3. ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินให้กับผิว

4. มีไซโตไคน์ ที่ช่วยบำรุงฮอร์โมนในร่างกาย และช่วยชะลอวัยได้

5. ช่วยย่อยอาหาร และลดอาการกรดไหลย้อน

6. ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

7. ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

8. ช่วยให้อาการปวดหัวทุเลาลงได้โดยเร็ว

9. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมาค้างได้

 

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น น้ำมันที่มีคุณประโยชน์มากมายถือได้ว่าช่วยบรรเทาโรคหรืออาการต่างๆได้ เป็นตัวช่วยที่ดีและควรมีติดบ้านเอาไว้ การมีสุขภาพที่ดีชีวิตก็ดีขึ้นได้ ด้วยความห่วงใยจาก Mannature ผู้จำหน่ายและผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่อยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

น้ำมันมะพร้าวบล็อคผิวเสียสร้างผิวสวย

1. ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เกิดจากโรคผิวหนัง น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริคซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันกับที่อยู่ใต้ผิวหนัง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว ฝ้า กระ หูด แถมยังมีส่วนทำให้ผิวพรรณนิ่มชุ่มชื่นอีกด้วย

 

2. ต่อต้านการเติมออกซิเจน น้ำมันมะพร้าวมีสารต่อต้านการเติมออกซิเจนหรือแอนตีออกซิแดนต์ ที่เป็นสาเหตุของการเหี่ยวย่นของผิวหนัง และช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดได้ดี

 

3. ดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้รวดเร็ว น้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง จึงซึมผ่านผิวหนังเข้าได้สะดวกและรวดเร็ว

 

4. กระตุ้นให้เซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกและให้เกิดเซลล์ใหม่ น้ำมันมะพร้าวเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกจากผิวหนังที่ดีที่สุด และทำให้ทำให้ผิวพรรณกลับมาชุ่มชื่น

 

เพื่อป้องกันผิวไม่ให้เสียน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิค สามารถช่วยบล็อคมลภาวะที่เป็นพิษและอันตรายต่อผิวด้วยความห่วงใยจาก Mannature ผู้จำหน่ายและผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่อย่างให้ทุกคนมีผิวที่สวยและไม่กลัวต่อแสงแดด

3 Step ผิวสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

Step 1 เลือก

ควรเลือกน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น จะไม่ทำให้สารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารสำคัญ ถูกทำลาย

Step 2 ใช้

ทาผิวหน้าหรือผิวกายวันละ 2ครั้ง เช้า เย็นหลังอาบน้ำ โดยเช็ดตัวให้แห้งก่อน หากเป็นผิวหน้าใช้ครั้งละ 1 มิลลิลิตร ส่วนผิวกายปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิว

Step 3 เก็บ

ควรเก็บผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวไว้ในห้องอุณหภูมิปกติไม่นำไปวางตากแดด

 

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา

ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

น้ำมันมะพร้าว ลดน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

1. ช่วยบรรเทาอาการของโรค

2. ไม่ต้องฉีดอินซูลินทุกครั้งที่น้ำตาลในเลือดสูง

3. ช่วยรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากการเป็นเบาหวาน

4. ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมีกำลังและแข็งแรงมากขึ้น

5. ช่วยลดน้ำหนักของผู้เป็นโรคเบาหวาน

6. ช่วยรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด

 

อ้างอิงจาก : หนังสือมหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว อาหารเป็นยา กิน ดื่ม บ้วน ทา รักษาโรค โดย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา

 

โรคเบาหวานป้องกันได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว
  1. น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารให้แก่เซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานดีขึ้นและนำน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดในระดับคงที่
  2. ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึม
  3. น้ำมันมะพร้าวเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างและตอบสนองต่ออินซูลิน
  4. ช่วยให้ตับอ่อนกลับมาสร้างอินซูลินได้อีกครั้ง
  5. เพิ่มการสนองตอบต่ออินซูลิน ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  6. น้ำมันมะพร้าวช่วยช่วยลดการนำน้ำตาลเข้าไปในกระแสเลือดได้
  7. น้ำมันมะพร้าวช่วยใช้น้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูง
  8. น้ำมันมะพร้าวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือค่าจีไอ (GI : Glycemic Index)
เคล็ดลับความสวยแบบธรรมชาติด้วยน้ำมันมะพร้าว

หมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว ใช้ชโลมเส้นผมและหนังศีรษะ นวดเบาๆทิ้งไว้ 20นาทีจากนั้นล้างออกแล้วสระด้วยแชมพูตามปกติ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง รับรองผมนุ่ม แข็งแรง

 

ริมฝีปากนุ่ม ก่อนนอนใช้น้ำมันมะพร้าวทาบางๆที่ริมฝีบางพร้อมกับนวดเบาๆทิ้งไว้ไม่ต้องล้างออก

 

บำรุงมือและเล็บ เทน้ำมันมะพร้าวลงบนฝ่ามือแล้วนวดมือและเล็บประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก ทำประจำสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเล็บแข็งแรง มือไม่เหี่ยวย่น

 

รอบคล้ำใต้ดวงตา เทน้ำมนมะพร้าวลงที่ปลายนิ้ว และทาที่ใต้ตาเบาๆเป็นประจำ รอยคล้ำใต้ตาดีขึ้นแน่นอน

 

ล้างเครื่องสำอางแทนรีมูฟเวอร์ หยดน้ำมะพร้าวลงบนสำลีเช็ดทั่วใบหน้า รอบดวงตา และริมฝีปาก จากนั้นล้างออกแล้วล้างหน้าตามปกติ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นไม่ระคายเคือง

 

บำรุงผิวกาย หลังอาบน้ำตัวหมาดๆให้ใช้น้ำมันมะพร้าวทาให้ทั่วทั้งตัวเป็นประจำ ช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น วิตามินอีช่วยลดรอยเหี่ยวย่น รอยหมองคล้ำ

8 น้ำมันสายเฮลตี้ ทานยังไงก็ไม่อ้วน
  1. น้ำมันมะกอก มีคุณสมบัติเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี มีสารแอนติออกซิแดนต์และฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้ดี
  2. น้ำมันมะพร้าว ไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกาย และไม่กลายเป็นไขมันทรานส์บสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  3. น้ำมันเมล็ดชา ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบ โรคเบาหวาน เป็นต้น ไม่มีไขมันทรานส์ทำให้การดูดซึมวิตามิน A D E K ในร่างกายได้ดี
  4. น้ำมันคาโนลา ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง รวมถึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม ทำให้ความจำดี
  5. น้ำมันทานตะวัน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแข็งตัวหลอดเลือด รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายได้
  6. น้ำมันถั่วแมคคาเดเมีย ทำให้ช่วยลดไขมันและไม่มีคอเลสเตอรอล จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดอุดตันและหัวใจวายได้
  7. น้ำมันอะโวคาโด ช่วยดูดซึมแคโรทีนอยด์ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ไปช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  8. น้ำมันรำข้าว มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน